คอมเมนต์ชาวฟิลิปปินส์เกี่ยวกับบทความ “เศรษฐกิจไทยและฟิลิปปินส์เคยเป็นฝาแฝดกัน”

**ไม่อนุญาตให้คัดลอกลงเว็บไซต์อื่นนะจ๊ะ แต่อนุญาตให้แชร์จากเพจหรือนำลิงค์จากเว็บไซต์ไปใช้ได้ ^^**
แปลโดย : แอดมินอีเจ้
เครดิตเพจ : เพจคอมเมนต์แฟนกีฬาต่างชาติ
เครดิตเว็บ : www.kwamkidhen.com
***ความคิดเห็นเหล่านี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น ไม่ได้หมายความถึงความคิดเห็นของคนทั้งประเทศ ดังนั้นจึงไม่สามารถตีความเหมารวมได้ … อยากให้มีสติในการอ่านและวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์กันนะจ๊ะ ^^***

คอมเมนต์ชาวฟิลิปปินส์เกี่ยวกับบทความ “เศรษฐกิจไทยและฟิลิปปินส์เคยเป็นฝาแฝดกัน”

ฝาแฝดที่ต่างกัน : ฟิลิปปินส์และไทย

ในปี 1970, เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์และไทยดูเหมือนจะเป็นฝาแฝดกัน เกือบ 50 ปี ต่อมา, พวกเราทุกคนต่างรู้กันดีว่าเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเป็นอย่างไร ขอให้ฉันได้เล่าและอัพเดทเรื่องราวนี้, ซึ่งฉันเคยเขียนมาก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 13 ปีก่อน
มีอย่างน้อย 3 หัวข้อ, ที่ฟิลิปปินส์และไทยมีความคล้ายคลึงกันในปี 1970 พวกเรามีจำนวนประชาการเท่ากันคือ 36 ล้านคน อัตราการเจริญเติบโตของประชากรก็เท่ากัน คือ 3.1% ต่อปี ในช่วงปี 1965 และ 1973 คนฟิลิปปินส์และคนไทยมีรายได้เฉลี่ยเหมือนกัน (GDPต่อหัว) อยู่ที่ $190 ก่อนหน้านั้น 10 ปี, ชาวฟิลิปปินส์รวยกว่าไทยถึง 2 เท่า ฟิลิปปินส์ (254$) ไทย ($101) ในปี 1980 รายได้เฉลี่ยของทั้งสองประเทศก็ยังคงพอๆ กัน อยู่ที่ $684

ในปี 1990 คนไทย (มี GDP ต่อหัวเท่ากับ $1,508) ซึ่งสูงเป็นสองเท่าของชาวคนฟิลิปปินส์ (มี GDP ต่อหัวเท่ากับ $715) เมื่อปีที่แล้ว คิดเป็นตัวเลข คือ $5,901 และ $2,951 ตามลำดับ ยังคงอยู่ในอัตราที่ 2:1 เหมือนเดิม จากปี 1980 ถึง 1990 อัตราการเติบโตของประชากรไทย ลดลงมาอย่างช้าๆ อยู่ที่ 1.8%, ขณะที่ของพวกเราอยู่ที่ 2.4% ในปี 2002 พวกเราชาวฟิลิปปินส์มีประชากร 80 ล้านคน, ในขณะที่ไทยมีประชากรเพียง 62 ล้านคน จากนั้นอัตราการเติบโตของประชากรไทยลดลงเหลือเพียง 0.3%, ขณะที่ของพวกเราอยู่ที่ประมาณ 1.6% ปัจจุบันนี้ประชากรของพวกเรา (103 ล้านคน) สูงกว่าประชากรของไทย (68 ล้านคน) ซึ่งมีประชากรใกล้เคียงกับมินดาเนาและวิซายารวมกัน

โชคชะตาที่ผันผวนของฟิลิปปินส์สามารถดูได้จากโครงสร้างทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ การเกษตรของไทยมีสัดส่วน 32% ของ GDP ในปี 1965, ขณะที่ฟิลิปปินส์มีสัดส่วนที่เล็กกว่า อยู่ที่ 26% นั่นคือช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ของฟิลิปปินส์วิทยาเขต Los Baños ได้ให้ความสำคัญกับนักศึกษาด้านการเกษตรของไทย ที่ฉันรู้เพราะฉันเติบโตที่นั่น (พี่สาวของฉันเคยมีแฟนเป็นคนไทย) พวกเรามีความเป็นอุตสาหกรรมมากกว่าไทย: ด้านอุตสาหกรรมของไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ 23% ของผลิตผลในประเทศไทย, ขณะที่ของฟิลิปปินส์มีสัดส่วนด้านอุตสาหกรรมอยู่ที่ 27.5% สัดส่วนด้านบริการของไทยอยู่ที่ 45.2%, ขณะที่ในฟิลิปปินส์มีสัดส่วน 46.7% พวกเรายังคงเป็นเหมือนกับฝาแฝดกันในด้านโครงสร้างการค้าต่างประเทศในปี 1965: การส่งออกและการนำเข้าคิดเป็นสัดส่วน 17% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของทั้งสองประเทศ

อะไรคือความแตกต่างในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่าน ไทยกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของภูมิภาคอาเซียน, โดยมีผลผลิตด้านอุตสาหกรรมอยู่ที่ 35.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (เคยสูงสุดที่ 40%), ขณะที่ฟิลิปปินส์มีสัดส่วนอยู่ที่ 30.8% ด้านการเกษตรของไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ 9.1%, ขณะที่ฟิลิปปินส์มีสัดส่วน 10.3% ด้านบริการของไทยขึ้นไปเป็น 55%, ขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 58.9% การส่งออกของไทยในตอนนี้มีสัดส่วนอยู่ที่ 69% ของ GDP, ส่วนนำเข้าคิดเห็นสัดส่วน 58%, ขณะที่ฟิลิปปินส์มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 28%, และสัดส่วนการนำเข้าสูงกว่าอยู่ที่ 34%

ในปี 1965, สัดส่วนการลงทุนภายในประเทศมีสัดส่วน 20% ของ GDP ทั้งสองประเทศ สัดส่วนของการออมเงินของประเทศมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน, ซึ่งฟิลิปปินส์สูงกว่าเล็กน้อยอยู่ที่ 20.3% และไทยอยู่ที่ 18.5% โดยในปี 1991 สถานการณ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ไทยกลับมีสัดส่วนด้านการลงทุนถึง 39% ขณะที่ฟิลิปปินส์มีเพียง 20% เท่านั้น การออมเงินของไทยก็เพิ่มขึ้นเป็น 30.4% ในขณะที่ฟิลิปปินส์แทบไม่ขยับอยู่ที่ 21.3%  … ในปี 1998, ประเทศไทยดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถึง 7.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ, ขณะที่พวกเราทำได้เพียง 2.3 พันล้านเหรียญเท่านั้น ด้วยอัตราการออมเงินที่สูงเช่นนั้นและการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) สูงกว่าถึง 3 เท่า, ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไทยมีจำนวนผู้ว่างงานน้อยกว่า 1 ล้านคนขณะที่พวกเรามีประมาณ 2.5 ล้านคน

เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีบางสิ่งผิดปกติอย่างร้ายแรงกับวิธีที่เราบริหารจัดการเมื่อเทียบกับคู่แฝดของเราเมื่อ 5 ทศวรรษที่แล้ว เราได้เห็นการพลิกผันอย่างน่าเศร้า จากช่วงเวลาที่เรานั้นเป็นที่ปรึกษาด้านการเกษตรและสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย อย่างที่ผู้อ่านเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า “พวกเราก็แค่สอน แต่พวกเราไม่ได้ทำ” ตอนนี้ถึงตาที่พวกเราจะต้องถูกสอนบ้างแล้ว

ความคิดเห็นชาวฟิลิปปินส์เกี่ยวกับบทความนี้ 

aleksis
There many ways to compare the 2 countries but I can give 3.
People – Thais are very respectful and disciplined because of their religion and their King. Example, Thais don’t crumple their Thai baht notes because the King is printed on it. They don’t bonk their car horns during traffic. You never see a bald mountain here because their forests are well preserved. So many to mention.
Politics – Thais political system is as divisive as Philippines. Far worst I think, I have been with the Red and Yellow protest rallies. Yellows took over the main airport and the economy got affected. Government soldiers shooting the Red protesters during 2010 rallies at main business center in Bangkok.That’s how worst it is BUT they have King as unifying figure. Technically, they are still in Martial law rule. Thais majority prefer not to have a general election. They still want Prayut to take over as President without election.
Government – Processing papers with Thai government is somewhat easy and fast. No red tape or excessive bureaucracy. I can get my Thai drivers license within a day with all the exams I need to take. But discrimination of foreigners still persist specially on fees, example, when I visit a park, Thai locals pay only 60 Baht where foreigner (even with working permit/visa) pay 300 Baht. In Philippines, fees are the same for both local and foreigners.
มีอยู่หลายวิธีที่จะเปรียบเทียบระหว่าง 2 ประเทศ แต่ฉันขอให้ 3 ข้อ
คน – คนไทยมีความเคารพและมีระเบียบวินัยมากเนื่องจากศาสนาและพระมหากษัตริย์ของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น คนไทยจะไม่ทำธนบัตรยับยู่ยี่เพราะว่าภาพพระมหากษัตริย์อยู่บนธนบัตร พวกเขาไม่บีบแตรอย่างบ้าคลั่งในช่วงการจราจรติดขัด คุณจะไม่ได้เห็นภูเขาหัวโล้นที่นี่เพราะว่าป่าไม้ของพวกเขาได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี
การเมือง – ระบบการเมืองของไทยมีความแตกแยกเช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ ฉันคิดว่าช่วงที่เลวร้ายที่สุด คือ ช่วงเสื้อเหลืองและเสื้อแดงชุมนุมประท้วง เสื้อเหลืองเข้าไปยึดสนามบินหลักและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทหารของรัฐบาลยิงผู้ประท้วงเสื้อแดงปีช่วงปี 2010 ที่ศูนย์กลางธุรกิจหลักในกรุงเทพฯ นั่นคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดแต่พวกเขามีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจ, ในทางเทคนิคแล้ว, พวกเขายังคงอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก คนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการการเลือกตั้งทั่วไป พวกเขายังต้องการประยุทธ์รับหน้าที่เป็นนายกโดยไม่มีการเลือกตั้ง
รัฐบาล – การประมวลผลด้านเอกสารของภาครัฐของไทยเป็นเรื่องที่ง่ายและรวดเร็ว ไม่มีความล่าช้าทางราชการหรือระบบราชการที่ยุ่งยากมากเกินไป ฉันสามารถทำใบขับขี่เสร็จเรียบร้อยภายใน 1 วันกับการสอบขับรถทั้งหมดที่ฉันต้องทำ แต่การเลือกปฏิบัติสำหรับชาวต่างชาติยังคงมีอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของค่าธรรมเนียม เช่น ค่าธรรมเนียมการเข้าเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติคนไทยจ่ายเพียง 60 บาท ขณะที่ชาวต่างชาติ (แม้จะมีใบอนุญาตทำงาน/วีซ่า) จ่าย 300 บาท ในฟิลิปปินส์ค่าบริการจะเหมือนกันทั้งคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติ

boy_ambot
The only difference between our countries is that the Thais have unifying figure in their King. He is revered and loved much by his people. While here in our country, we have politicians we love to hate and dislike. Our political system is very divisive, and very slow to make adjustments on important things. While the Thai King is already dead, we are yet to see the courses of our countries will take in the coming twenty years. I suppose we should be in a better position compared to the Thais by that time than where we are now because our economy grew much faster compared to that of Thailand in more than five years already. These are exciting times Mr. Habito. And by the way, it would help in the discussion if you would include the sizes of our economies and the advantages if a country’s economy is less dependent on exports.
ความแตกต่างเดียวระหว่างประเทศของพวกเรากับไทย ก็คือ คนไทยมีศูนย์รวมจิตใจคือพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านเป็นที่รักและเคารพมากจากพสกนิกรของพระองค์ ในขณะที่ในประเทศของเรา, พวกเรามีนักการเมือง พวกเราทั้งรักและทั้งเกลียด ระบบการเมืองของพวกเราแตกแยกมากและช้ามากในการปรับตัวในเรื่องสำคัญๆ ขณะที่พระมหากษัตริย์ของไทยเสด็จสวรรคตไปแล้ว, พวกเรายังไม่เห็นแนวทางปฏิบัติของประเทศของเราในอีก 20 ปีข้างหน้าเลย ฉันคิดว่าเราควรจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่านี้เมื่อเทียบกับไทยในเวลานั้นมากกว่าที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้เพราะว่าเศรษฐกิจของเราเติบโตเร็วกว่ามากเมื่อเทียบกับไทยมานานกว่า 5 ปีแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นของนาย ฮาบิโตะ และถ้าพูดถึงเรื่องนี้, ก็จะช่วยในการอภิปรายถ้าคุณจะรวมขนาดของเศรษฐกิจและข้อได้เปรียบของพวกเรา หากเศรษฐกิจของประเทศมีการพึ่งพาการส่งออกที่น้อยลง

dacuycoy
The Thais are more disciplined than us. They are more patriotic, they love and follow their King (the late King Bhumidol) who served his people with action, he educated his people and rallied his people vs communism. Remember Thailand borders communist Vietnam and Cambodia and Thailand was supposed to be the next domino to fall after the US withdrew from Vietnam. Thailand did not, It grew strong, it improved its agriculture industrialised and controlled its population, We are stuck with the same set of traditional leaders, again and again, who rob the public coffers, deliver empty words and expect the country to move forward.
คนไทยมีระเบียบวินัยมากกว่าพวกเรา พวกเขามีความรักชาติมากกว่า, พวกเขารักและปฏิบัติตามพระมหากษัตริย์ของพวกเขา (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) ผู้ที่ดูแลประชาชนของพระองค์ด้วยการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ, พระองค์ทรงให้การศึกษาแก่ประชาชนและรวบรวมประชาชนเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ จำได้ว่าประเทศไทยมีชายแดนติดต่อกับคอมมิวนิสต์เวียดนามและกัมพูชาและไทยก็ควรจะกลายเป็นโดมิโน่ตัวต่อไปหลังจากที่สหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากเวียดนาม แต่ไทยก็ไม่ได้เป็น, แต่กลับแข็งแกร่งขึ้น, พัฒนาด้านอุตสาหกรรมเกษตรและควบคุมจำนวนประชากร, ส่วนพวกเรายังติดอยู่กับกลุ่มผู้นำแบบเดิมๆ, ครั้งแล้วครั้งเล่า, ผู้ที่ปล้นเงินกองทุนสาธารณะ, การไม่รักษาคำพูดและการสร้างความคาดหวังว่าประเทศจะเจริญก้าวหน้า

deadswitch
Thailand is Buddhist. Philippines is pseudo-Christian-Catholic. Look at the history of both and see how each impacted their culture and mindset.
ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ส่วนฟิลิปปินส์เป็นคริสเตียน – คาทอลิกปลอมๆ ดูได้จากประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศแล้วจะเห็นว่ามันส่งกระทบต่อวัฒนธรรมและความคิดของแต่ประเทศอย่างไร

MrRead
Can not compare APPLES from BANANAS.. Thai government is Apple, PHILIPPINES is BANANA REPUBLIC.
ไม่สามารถเปรียบเทียบแอปเปิ้ลกับกล้วยได้หรอก … รัฐบาลไทยคือแอปเปิ้ล, ฟิลิปปินส์คือกล้วย

Move_over
We are good at preaching without practicing.
พวกเราทำได้ดีในเรื่องการสอนโดยไม่มีการปฏิบัติ

mozzarella
Maybe the thais have done better because: they controlled their population, they developed their agriculture, their tourism industry succeeded because of cheap prices, beautiful culture, delicious food, nice people. They also had a king who united them and helped when the politics became crazy. Basically, we shouldn’t depend on others to solve our problems but we can learn from others on how they resolved their problems. At the same time, I think our weather is worse than theirs., We always have destructive storms every year. I don’t think they have that. It would be interesting if someone can make study on why they succeeded and we didn’t. Our economy now is doing better than in the past and we should not be discouraged if others have done better than us. We should just continue to try to improve ourselves and try not to compare ourselves to others,
บางทีคนไทยทำได้ดีกว่าเพราะว่า: พวกเขาควบคุมจำนวนประชากร, พวกเขาพัฒนาด้านการเกษตร, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของพวกเขาประสบความสำเร็จเพราะว่าราคาถูก, วัฒนธรรมที่สวยงาม, อาหารอร่อย, ผู้คนอัธยาศัยดี พวกเขายังมีพระมหากษัตริย์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของพวกเขาและคอยช่วยเหลือเมื่อเกิดความวุ่นวายทางการเมือง โดยทั่วไปแล้วเราไม่ควรพึ่งพาผู้อื่นในการแก้ไขปัญหาของพวกเราแต่พวกเราสามารถเรียนรู้จากผู้อื่นว่าพวกเขาแก้ไขปัญหาของตัวเองอย่างไร ในขณะเดียวกันฉันคิดว่าสภาพอากาศของเราแย่กว่าพวกเขา พวกเรามักจะพายุที่รุนแรงอยู่ทุกปี ฉันคิดว่าพวกเขาไม่มีแบบนี้ มันจะเป็นอะไรที่น่าสนใจมากถ้ามีใครสามารถทำการศึกษาว่าเพราะอะไรพวกเขาถึงประสบความสำเร็จแต่พวกเราไม่ เศรษฐกิจของพวกเรากำลังดีกว่าในอดีตและพวกเราไม่ควรท้อแท้ถ้าประเทศอื่นๆ ทำได้ดีกว่าพวกเรา พวกเราควรพยายามที่จะพัฒนาตัวเองและไม่พยายามเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น

mozzarella
Let us stop blaming for thats what we have done for so long and nothing has come of it. What we need to do is to move and work and figure out things. We like to hypothesize but do we really implement what we believe in. Let us act and try to find solutions and make mistake and learn from our mistakes. Let us learn from our neighbors like the Thais, the Japanese, the Vietnamese, Malaysians, etc. A failure will always blame others but it is us., At the same time let us remember that we cannot succeed if we our always scared to fail.
ขอให้เราหยุดโทษสิ่งที่พวกเราได้ทำมันมาช้านานและคงไม่มีอะไรดีขึ้น สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำคือการเดินไปข้างหน้าและทำงานและแก้ไขปัญหาต่างๆ พวกเราชอบตั้งสมมติฐาน แต่พวกเราได้ใช้สิ่งที่เราเชื่อจริงๆ หรือไม่ ให้เราดำเนินการและพยายามที่จะหาแนวทางแก้ไขปัญหาและทำความเข้าใจความผิดพลาดและเรียนรู้จากความผิดพลาดของพวกเรา ให้พวกเราเรียนรู้จากเพื่อนบ้านอย่างเช่น ไทย, ญี่ปุ่น, เวียดนาม, มาเลเซีย, ฯลฯ เมื่อเกิดความล้มเหลวก็มักจะโทษแต่ผู้อื่นแต่มันเกิดจากเราต่างหาก ในขณะเดียวกันให้เราจำไว้ว่าพวกเราจะไม่ประสบความสำเร็จถ้าพวกเรากลัวความล้มเหลว

Felipe Soriano
As long as most voting Pilipinos do not know the qualities of a good leader there is no chance at all that our country will ever be progressive. What are these qualities? As a minimum, he should be hirable as an employee of a refutable company. First thing needed is clean records and with this first filter, many will already fail. The question now is why the constitution or the people who interpret the constitution allow people with tarnished records run for the highest office of the land?
ตราบเท่าที่ชาวฟิลิปปินส์ยังไม่รู้จักเลือกผู้นำที่ดีมีคุณภาพ ก็คงไม่มีโอกาสที่ประเทศของเราจะเจริญก้าวหน้าได้เลย แล้วคุณภาพเหล่านี้มีอะไรบ้าง? อย่างน้อยที่สุดคือ เขาควรได้รับการว่าจ้างในฐานะพนักงานบริษัทที่สามารถตรวจสอบได้ อย่างแรกเลยจำเป็นต้องมีประวัติที่สะอาดและด้วยตัวกรองแรกนี้ก็มีหลายคนที่สอบตกไปแล้ว คำถามตอนนี้ก็คือทำไมรัฐธรรมนูญหรือผู้ที่ตีความรัฐธรรมนูญถึงอนุญาตให้ผู้ที่มีประวัติมัวหมองได้ทำงานบริหารระดับสูงสุดของประเทศ

piolo adapa
in the middle east, rice sold as milagrosa even bagoong written in filipino are products from thailand….we need more small scale export entrepreneurs globally…..
ในตะวันออกกลาง, ข้าวที่ขายอย่างยี่ห้อ milagrosa หรือแม้แต่ bagoong ที่เขียนเป็นภาษาฟิลิปปินส์ก็เป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศไทย … พวกเราจำเป็นต้องมีผู้ประกอบการขนาดเล็กอยู่ทั่วโลกบ้าง

kawayanon
Marcos looted us dry. that’s when it all started. Bad governance , a failed land reform program, judicial system that grinds to a halt for some, and extreme corruption. Duterte is promising more of the same if not stopped.
มาร์กอสปล้นเราไปซะเหือดแห้งเลย นั่นคือตอนที่เริ่มต้นทุกอย่าง, การบริหารงานย่ำแย่, การปฏิรูปที่ดินล้มเหลว, ระบบตุลาการที่ขัดขวางทำให้เกิดการหยุดชะงัก, การทุจริตที่รุนแรง ดูเตอร์เต้ก็ดูเหมือนจะมากกว่าเดิมอีกถ้าไม่หยุดเขา

Julius Kent
Damaged culture. Now, compare the pinoys to the vietcongs. Guess who is ahead now? 5 years from now compare the pinoys to Sri Lanka. Then Bangladesh.
วัฒนธรรมที่เสียหาย ตอนนี้ต้องเปรียบเทียบปินอยส์กับเวียดก๊กแล้ว ลองทายซิว่าใครนำหน้าในตอนนี้? 5 ปีต่อจากนี้ก็ไปเปรียบเทียบปินอยส์กับศรีลังกา แล้วก็บังกลาเทศ

mariovill1950
Thais and Filipinos may have grew-up together but they’re diametrically different; the Thais don’t have a colonial baggage, a very homogeneous and cohesive people, the monarchy being the uniting force and the ultimate arbitrator, same culture, same language, predominantly Buddhist in religion with a very strong influence and adherence on Confucian values (strong emphasis on work ethics and respect for duly instituted authority). While the Filipinos? The jury is still out.
คนไทยและคนฟิลิปปินส์อาจจะเติบโตมาด้วยกันแต่พวกเขามีความแตกต่างออกไป; คนไทยไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของใคร, ผู้คนมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างเหนียวแน่น, มีระบอบกษัตริย์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและอนุญาโตตุลาการสูงสุด, มีวัฒนธรรมเดียวกัน, ภาษาเดียวกัน, ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธในศาสนาที่มีอิทธิพลอย่างมากและการยึดมั่นในคุณค่าของขงจื้อ (ให้ความสำคัญกับจรรยาบรรณในการทำงานและการเคารพผู้มีอำนาจที่ได้รับมอบอำนาจ) ในขณะที่ฟิลิปปินส์ละ? คณะลูกขุนยังต้องออกไป

Nono
There is only one fundamental difference between thais and pinoys. They are tolerant buddhist people who rally behind their king. Pinoys are impatient christian crabs who think they all can be leaders.
มีเพียงสิ่งเดียวที่แตกต่างกันระหว่างคนไทยกับปินอยส์ คือ พวกเขาเป็นชาวพุทธใจบุญที่ชุมนุมอยู่เบื้องหลังกษัตริย์ของพวกเขา … ส่วนปินอยส์เป็นคริสเตียนใจร้อนที่คิดว่าพวกเขาทุกคนใครก็สามารถเป็นผู้นำได้

Habiyas Corpuz
The Thais, young and old, are very entrepreneurial… just visit and look at their Sunday and night markets. While we love to sit down and have a chat about the corruption and killings around us…. We got it perhaps from the Spaniards…as one of the spanish saying goes: How lovely it is to do nothing, then rest afterwards.
คนไทย, ทั้งหนุ่มสาวและคนชรา, ต่างก็มีความเป็นผู้ประกอบการในตัวสูงมาก … เพียงแค่ลองแวะไปชมตลาดกลางคืนในวันอาทิตย์ ขณะที่พวกเราชอบที่จะนั่งลงและคุยกันเกี่ยวกับการคอรัปชั่นและการฆาตกรรมรอบๆ ตัวพวกเรา … บางทีพวกเราอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากชาวสเปน … มีประโยคหนึ่งในภาษาสเปนกล่าวว่า “มันเป็นเรื่องที่สวยงามแค่ไหนที่จะไม่ทำอะไรเลย, แล้วก็ไปพักผ่อนหลังจากนั้น”

เข้าสู่หน้าหลัก >>>kwamkidhen.com
ไม่อยากพลาดข่าวสารและบทความดีๆ อย่าลืมกดไลค์ด้วยนะจ๊ะ ^^

พูดคุยกับเจ้ เมาท์มอยวงการกีฬาติดตามได้ในเพจนี้นะจ๊ะ

Facebook Comments
error: Content is protected !!